อาจารย์ธนิสร์
ศรีกลิ่นดี
เกิดเมื่อวันจันทร์ที่
23 มกราคม 2494
พื้นเพเป็นคนตำบลหัวป่า
อำเภอพรหมบุรี
จังหวัดสิงห์บุรี
เป็นบุตรลำดับที่
2 ของ
คุณพ่อสุบิน
และคุณแม่ตี๋
ศรีกลิ่นดี
มีพี่น้องจำนวน 4
คน ประกอบด้วย
บุญธรรม ธนิสร์
วงเดือน และธเนศร์
ศรีกลิ่นดี
และมีภรรยาชื่อ
คุณจุฬาลักษณ์
มีบุตรด้วยกันสองคนชื่อ
คุณศศิวรรณ และ
สมวุฒิ
ศรีกลิ่นดี
ปัจจุบัน
อาจารย์ธนิสร์
ศรีกลิ่นดี
ประกอบอาชีพเป็นศิลปินอิสระ
Musician
มีความถนัดทางด้านดนตรีหลายประเภท
อาทิเช่น ขลุ่ย
คลาริเน็ต แซ็กโซโฟน
ออร์แกน เปียโน
กีต้าร์
และเป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสานติดอันดับหนึ่งของเมืองไทย
เคยร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกวงดนตรีคาราบาว
ได้สร้างชื่อเสียงกับบทเพลงเมดอินไทยแลนด์
ที่ยอดขายกว่าห้าล้านตลับ
และหลังจากนั้น
อาจารย์ใช้เวลาในการพัฒนาขลุ่ยไทยมาอย่างต่อเนื่องกว่า
20 ปี
จวบจนมาถึงวันนี้
ได้มีขลุ่ยไทยที่ชื่อธนิสร์
ไว้หลากหลายรุ่น
โดยมีการวิจัยปรับแต่งคุณภาพเสียงให้สามารถเล่นกับเครื่องดนตรีสากลทั่วโลกได้
ถึงวันนี้ขลุ่ยธนิสร์
ได้พัฒนามาถึงโลวบี
Low B แล้ว
และอาจารย์ยังมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาขลุ่ยไทยต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อเป็นมรดกทางดนตรีให้กับเมืองไทย
ย้อนหลังกลับไปในวัยเยาว์ อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ได้สัมผัสกลิ่นอายทางดนตรีมาตั้งแต่วัยเยาว์ สมัยอยู่สิงห์บุรี กล่าวได้ว่าเป็นครอบครัวนักดนตรีก็ว่าได้ ตั้งแต่สมัยคุณปู่ คุณย่ามีวงดนตรีไทย คุณพ่อก็เป็นครูสอนดนตรีแตรวง พี่ชายก็เป็นนักดนตรี อาจารย์ธนิสรืได้ครูดนตรีคนแรกชื่อ คุณครูทองดำ สิ่งที่สุข ที่สอนโน๊ตดนตรีให้ ซึ่งคุณครูทองดำเป็นเพื่อนกับคุณพ่ออาจารย์ธนิสร์ ทุกสิ่งทุกอย่างต่างมีความพอดี ทำให้ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ได้หัดเล่นดนตรีตั้งแต่อายุสิบขวบและมาสนใจเครื่องดนตรีคือ ขลุ่ย โดยไปได้ยินเสียงขลุ่ยตามงานวัด และเพลงที่ได้ยินแล้วทำให้เกิดความประทับใจนั้นคือ เพลงธรณีกรรแสง โดยเฉพาะท่อนที่สองของบทเพลงนี้ จนทำให้มีความมุ่งมั่นในการฝึกฝนดนตรีเรื่อยมา จนกระทั่งสามารถรับงานแตรวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานศพ งานแต่งงาน จนได้เข้าไปอยู่วงดนตรีลูกทุ่งแถวบ้าน ไปเล่นตามงานต่างจังหวัดและบางทีก็ไปถึงกรุงเทพ |
|
 |
|
 |
|
ในเรื่องของการศึกษา อาจารย์ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ได้เข้าศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดพรหมเทพาวาส และโรงเรียนพรหมสาคร จังหวัดบ้านเกิด สิงห์บุรี จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสิงหวัฒนพาห เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดชาย ของสิงห์บุรี ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2510 ก็ได้เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงกรุงเทพมหานคร ศึกษาต่อที่วิทยาลัยการศึกษาปทุมวัน และเล่นกิจกรรมดนตรีของวิทยาลัยด้วย แต่ศึกษาได้เพียง 3 ปี ก็ลาออกก่อน เพื่อไปสอบเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เอกฟิสิกส์ เรียนอยู่ประมาณ 1 ปี ก็ตัดสินใจลาออกอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าทางมหาวิทยาลัยได้เปิดสาขาเอกดนตรี จึงได้สอบเข้าใหม่อีกครั้งที่สถาบันเดิม ในวิชาเอกดนตรี เป็นรุ่นแรก ศึกษาอีก 2 ปี จนสำเร็จการศึกษาด้านดุริยางคศาสตร์ (ปัจจุบันเป็นภาควิชาในคณะศิปกรรมศาสตร์) วุฒิ กศ.บ.
เริ่มต้นช่วงชีวิตของการทำงาน หลังจากจบการศึกษา อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยครูจันทรเกษมอยู่ประมาณ 10 ปี ในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาดนตรี พร้อมกับเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาดนตรีศึกษา ที่ มศว.ประสานมิตร สถาบันที่เคยร่ำเรียนมา อีกทั้งเป็นอาจารย์พิเศษสอนดนตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกับทำงานดนตรีไปด้วยเช่นเคย จนในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากการทำหน้าที่อาจารย์สอนดนตรี เพื่อเข้าสู่วงการดนตรีอาชีพอย่างเต็มตัว
|
เริ่มต้นทำงานด้านดนตรีอาชีพด้วยการเข้าเป็นสมาชิกวงเดอะฟ็อกซ์ สมาชิกที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ ช.อ้น ณ บางช้าง ต่อมาอยู่กับวงแบ็บติค วงช็อกโกแล็ต มีนักร้องที่รู้จักกันดีคือ ฉันทนา กรองทอง และไปอยู่วงโอเปี้ยม ส่วนมากจะเล่นดนตรีที่โรงแรมแมนดาริน ในขณะนั้นได้เข้าไปทำงานกับบริษัทเทป อาโซน่า ทำงานเบื้องหลังเป็นโปรดิวเซอร์เรียบเรียงเสียงประสานให้กับศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงหลายท่าน อาทิเช่น ยอดรัก สลักใจ ในเพลงรักไม่ยุ่งมุ่งแต่งาน อัลบั้มชุด เมียมีเมียพี่ก็มา , กุ้ง กิตติคุณ เชียรสงค์ , นัดดา วิยะกาญจน์ , ไพจิตร อักษรณรงค์ , สามารถ บริบูรณ์เวช , เทียรี่ เมฆวัฒนา และเคยทำงานร่วมกับ พุ่มพวง ดวงจันทร์
ชีวิตดนตรีเริ่มพลิกผันอีกครั้ง ได้มีโอกาสมาเจอกับวงคาราบาว ที่เข้ามาใช้ห้องอัดเสียงที่อาโซน่า ได้ทำงานเบื้องหลังให้กับคาราบาว ในชุดวณิพก ทำหน้าที่เล่นดนตรีแบคอัพในห้องอัดเสียง และไปช่วยปรับแนวทางดนตรีให้มีสีสันโดยเพิ่มเครื่องเป่าเข้าไปในเพลง ชุด ท.ทหารอดทน ชุดกัมพูชา ต่อมาได้ถูกชักชวนจาก ยืนยง โอภากุล ให้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของคาราบาว ด้วยการทำงานที่สอดคล้องต้องกัน ทำให้อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ตัดสินใจเข้ามาเป็นสมาชิกวงคาราบาวอย่างเต็มตัว และได้สร้างสรรค์ผลงานสมัยอยู่กับคาราบาวอย่างมากมาย และบทเพลงหนึ่งที่ทำให้คนทั้งประเทศรู้จัก ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ได้อย่างชัดเจน นั้นคือเพลง เมดอินไทยแลนด์ ในอัลบั้มเมดอินไทยแลนด์ ที่มียอดขายกว่า 5 ล้านตลับ ที่อาจารย์ได้นำขลุ่ยไทยเข้ามาใช้ในเพลงนี้ได้อย่างสวยสดงดงาม
หลังจากเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น คาราบาวยุบวง โดยอาจารย์ทำงานอัลบั้มชุดทับหลัง เป็นชุดสุดท้ายก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายออกไปทำงานของตนเอง ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ได้ออกเดินบนถนนสายดนตรีด้วยตนเองอย่างเต็มตัว ในฐานะศิลปินเดี่ยว ที่มีขลุ่ยเป็นชีวิตติดตามตัวมาด้วย จากนั้นได้สร้างสรรค์ผลงานเพลงบรรเลงโดยใช้ขลุ่ยไทย ในอัลบั้มแรกชุด ลมไผ่ และมีผลงานต่อมาเรื่อยๆ จนถึงอัลบั้มปัจจุบัน ในปี 2551 ในชื่ออัลบั้ม เสียงเพลงแห่งท้องทุ่ง
|
|
 |
จากการสร้างสรรค์ผลงานเพลงของตนเองมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี เป็นผู้ที่ทำการวิจัยและพัฒนาขลุ่ยไทยเทียบเสียงสากล เรื่อยมา จากการหาไม้มาทำขลุ่ย การเจาะรูไม้ การเทียบเสียง การค้นคว้าและเทียบเสียงต่างๆ ให้ขลุ่ยไทยสามารถเข้าไปร่วมเล่นกับเครื่องดนตรีสากลทั่วโลกได้ และจากวันนั้นถึงวันนี้ การพัฒนาขลุ่ยไทยมีมาอย่างต่อเนื่องหลายรุ่น และปัจจุบันอาจารย์ได้ทำการพัฒนาขลุ่ยถึงรุ่น 6 เป็นขลุ่ยไทยเทียบเสียงสากล ชนิด LOW B อธิบายได้คือ สามารถเป่าเสียงต่ำลงได้หนึ่งเสียง ทำให้บทเพลงหลายบทเพลงในอดีตกลับมาเป่าใหม่ อาทิเช่น เพลงพม่าเห่ (เดือนเพ็ญ) สามารถเป่าให้ได้ตรงทุกโน๊ตที่ผู้ประพันธ์ได้ประพันธ์ไว้ ทำให้เวลาเป่าไม่ต้องหลบเสียงเหมือนในอดีต ทำให้บทเพลงที่เป่าใหม่นั้นความสมบูรณ์แบบทุกประการ
บทสรุปคนดนตรี ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี
ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ผู้ที่มีเสียงดนตรีในหัวใจ ได้ใช้ระยะเวลาชั่วชีวิตในการทุ่มเทให้กับงานดนตรี ด้วยการเริ่มต้นจากวัยเยาว์ จนถึงวัยรุ่น และก้าวย่างเข้าสู่รุ่นใหญ่ ด้วยประสบการณ์ทางด้านดนตรีอย่างล้นหลาม อีกทั้งความวิริยะอุตสาหะที่ไม่หยุดนิ่งที่จะมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนางานดนตรีให้เข้าถึงชีวิตและจิตใจ เพื่อให้คนฟังดนตรีฟังแล้วเกิดความสุขสบายใจ ด้วยปรัชญาที่ว่า เสียงดนตรีที่ดี ต้องเริ่มมาจากจิตใจที่ดี หากแต่คนที่ทำงานดนตรีนั้น ไม่สามารถมีจิตใจที่บริสุทธิ์แล้วนั้น ยากที่จะได้เสียงดนตรีที่เข้าถึงจิตใจของผู้ฟังได้
 |
|
ด้วยปรัชญาดังกล่าวข้างต้น ทำให้ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ยึดหลักปรัชญาเข้ามาในการทำงานดนตรีเสมอ จนทำให้ผลิตผลที่ออกมาจากการทำงานนั้น ล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่า คนดนตรีคนนี้จะไปอยู่แห่งหนตำบลใด ก็จะนำพาความสุขไปให้ผู้คนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปทำงานร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกวงดนตรีเพื่อชีวิตที่โด่งดังอย่างคาราบาว ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ก็ได้เป็นผู้แต่งเติมสีสรรค์ให้งานเพลงคาราบาวในทุกบทเพลงมีคุณลักษณะเฉพาะ มีความเป็นเอกลักษณ์อย่างเช่นบทเพลง เมดอินไทยแลนด์
ที่เสียงขลุ่ยของธนิสร์ ได้ปลุกค่านิยมของความเป็นไทยขึ้นมาได้ตลอดจนถึง ทุกวันนี้ หรือเมื่อถึงคราวต้องเดินทางบนถนนดนตรีด้วยตนเอง ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ก็ได้นำ ขลุ่ย เครื่องดนตรีชิ้นแรกในชีวิตขึ้นมาปลุกให้คนไทย ได้ร่วมอนุรักษ์ความเป็นไทยในงานเพลงของตนเองได้อย่างสวยงาม อย่างเช่นบทเพลง ทานตะวัน เมื่อฟังเสียงขลุ่ยเพลงนี้เมื่อไร ทำให้ห้วนรำลึกถึงบ้านเกิดอยู่ร่ำไป หรือบทเพลงพระราชนิพนธ์อัน ทรงคุณค่าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บทเพลง ความฝันอันสูงสุด ที่เสียงขลุ่ยของอาจารย์ที่เป่าออกมาสามารถสะกดอารมณ์ ให้เกิดความรักชาติให้เกิดขึ้นโดยพลัน
ไม่เพียงแต่ผลงานเพลงได้สร้างสรรค์ขึ้นไว้มากมายเท่านั้น ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ยังได้วางรากฐานให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดนตรีไทย ขลุ่ย
ให้กับเยาวชนไทยให้ได้สืบสาน
ความเป็นไทยต่อไป
อีกทั้งเป็นบุคคลที่ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของประเทศไทยที่ได้ไปประกาศศักดา
ให้ชาวโลก
ได้ประจักษ์ในเรื่องดนตรีไทย ขลุ่ย ทำให้ชาวต่างชาติต่างพิสมัยในเครื่องดนตรีชิ้นนี้เป็นอย่างมาก และยังผู้เป็นริเริ่มพัฒนาเครื่องดนตรีไทย ขลุ่ย จากไม้นานาพรรณที่เลือกสรรมาและใช้เทคนิคผ่านกระบวนการที่ทำให้สามารถปรับระดับเสียงขลุ่ย ให้สามารถร่วมเล่นกับเครื่องดนตรีสากลทุกที่ในโลกได้ |
คุโณประการทางดนตรี ที่ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี มีให้กับสังคมไทย นอกจากจะให้ความสุขความสบายใจเมื่อได้ฟังเสียงดนตรีอย่างที่กล่าวไปแล้วนั้น ยังเป็นการปลุกจิตสำนึกคนไทยให้รักชาติรักความเป็นไทย ด้วยเครื่องดนตรีขลุ่ย ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชิ้นเล็กๆ แต่มีอนุภาพอันยิ่งใหญ่ ถ้าจะหาบทสรุปของคนดนตรีที่ทำงานด้วยจิตใจคนนี้ สามารถสรุปได้ว่า... ขลุ่ยคือ...ชีวิต ชีวิตก็คือ...ขลุ่ย
นั่นเอง
เขียนโดย...
ชัยยุทธ์ ลิมลาวัลย์
ผู้บริหารเว็บไซต์
อาจารย์ธนิสร์
ศรีกลิ่นดี
Chaiyuth@limlawan.com
14 ตุลาคม 2551
|